✨ บ้านขนมไทย แหล่งเรียนรู้และรวบรวมเรื่องราวขนมไทยครบวงจร ทั้งประวัติความเป็นมา ความสำคัญในวัฒนธรรมไทย ขนมไทยมงคล 9 ชนิด ขนมไทยโบราณหาทานยาก สูตรขนมไทยสำหรับมือใหม่จนถึงระดับมืออาชีพ เทคนิคการคั้นกะทิ การเลือกแป้ง การทำสีธรรมชาติจากพืช เคล็ดลับการทำขนมไทยแบบชาววัง รวมถึงบทความด้านการสร้างอาชีพ การขายขนมไทยออนไลน์ การแพ็กสินค้า การจัดส่งทั่วประเทศ และจำหน่ายขนมไทยคุณภาพ สดใหม่ ผลิตจากวัตถุดิบคัดสรร เพื่อร่วมอนุรักษ์และสืบสานมรดกภูมิปัญญาขนมไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป 🇹🇭🍮🌸

สูตรขนมไทย

 

สูตรขนมไทย เรียนรู้จากง่ายสู่มืออาชีพ

ขนมไทยเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน การทำขนมไทยแต่ละชนิดต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในวัตถุดิบ และเทคนิคเฉพาะตัว บางชนิดเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นฝึกทำขนมไทย ขณะที่บางชนิดต้องอาศัยความประณีตและประสบการณ์ระดับสูง

เว็บไซต์ "บ้านขนมไทย" ได้รวบรวมสูตรขนมไทยและเทคนิคการทำ โดยแบ่งตามระดับความยาก เพื่อให้ผู้สนใจสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่สูตรพื้นฐานไปจนถึงขนมไทยชาววังที่มีความละเอียดอ่อนและงดงาม




🌱 สูตรสำหรับมือใหม่

เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นเรียนรู้การทำขนมไทย ใช้วัตถุดิบไม่ซับซ้อน ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก และสามารถฝึกทักษะพื้นฐานได้เป็นอย่างดี

🍰 ขนมชั้น


ความน่าสนใจ

ขนมชั้นเป็นขนมไทยยอดนิยมที่มีสีสันสวยงาม เนื้อนุ่ม เหนียวหนึบ มีกลิ่นหอมจากกะทิและใบเตย นิยมทำ 9 ชั้นเพื่อความเป็นสิริมงคล

ทักษะที่ได้เรียนรู้

  • การผสมแป้งให้เนียน

  • การนึ่งเป็นชั้น

  • การควบคุมอุณหภูมิไอน้ำ

ระดับความยาก

⭐☆☆☆☆

ประวัติขนมชั้น

ขนมชั้นเป็นขนมไทยโบราณที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน มีลักษณะเป็นชั้นเรียงซ้อนกัน นิยมทำ 9 ชั้นในงานมงคล เนื่องจากเลข 9 หมายถึงความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรือง

วัตถุดิบ

ส่วนผสม

  • แป้งมันสำปะหลัง 250 กรัม

  • แป้งข้าวเจ้า 50 กรัม

  • แป้งท้าวยายม่อม 30 กรัม

  • น้ำตาลทราย 400 กรัม

  • กะทิ 750 มิลลิลิตร

  • น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 150 มิลลิลิตร

  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมส่วนผสม

  1. ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน

  2. ละลายน้ำตาลและเกลือในกะทิ

  3. ค่อย ๆ เทกะทิลงในแป้ง นวดจนแป้งละลายหมด

  4. กรองด้วยผ้าขาวบาง

ขั้นตอนที่ 2 แบ่งสี

  1. แบ่งแป้งออกเป็น 2 ส่วน

  2. ส่วนแรกเป็นสีขาว

  3. ส่วนที่สองผสมน้ำใบเตย

ขั้นตอนที่ 3 นึ่ง

  1. ตั้งน้ำให้เดือด

  2. เทชั้นแรกลงถาด นึ่ง 5 นาที

  3. เทชั้นถัดไปสลับสี นึ่งต่อทีละชั้น

  4. ทำจนครบ 9 ชั้น

  5. นึ่งชั้นสุดท้าย 15 นาที

เคล็ดลับ

  • ควรใช้กะทิคั้นสด

  • นึ่งด้วยไฟแรงสม่ำเสมอ

  • รอให้เย็นสนิทก่อนตัด

เคล็ดลับชาววัง

  • ใช้กะทิคั้นสดจากมะพร้าวแก่

  • นวดแป้งกับกะทิจนเนื้อเนียนก่อนกรอง

  • นึ่งแต่ละชั้นด้วยไฟแรงสม่ำเสมอ

  • นิยมทำ 9 ชั้นเพื่อความเป็นสิริมงคล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ชั้นขนมแยกออกจากกัน

  • เนื้อขนมแข็งเกินไป

  • สีไม่สม่ำเสมอ

  • ตัดแล้วขนมติดมีด

ต้นทุนต่อสูตร

ประมาณ 120-180 บาท
ได้ประมาณ 40-50 ชิ้น

วิธีเก็บรักษา

  • อุณหภูมิห้อง 1 วัน

  • ตู้เย็น 3-5 วัน

  • อุ่นด้วยไอน้ำก่อนรับประทาน

คุณค่าทางโภชนาการ

  • คาร์โบไฮเดรตสูง

  • ให้พลังงานประมาณ 120 กิโลแคลอรีต่อชิ้น

  • มีไขมันจากกะทิ



🥥 วุ้นกะทิ




ความน่าสนใจ

วุ้นกะทิเป็นขนมที่มีรสชาติหวานมัน สดชื่น และสามารถประยุกต์ใส่สีธรรมชาติหรือผลไม้ได้หลากหลาย

ทักษะที่ได้เรียนรู้

  • การละลายผงวุ้น

  • การแบ่งชั้นวุ้น

  • การขึ้นรูปด้วยพิมพ์ต่าง ๆ

ระดับความยาก

⭐☆☆☆☆

ประวัติ

วุ้นกะทิเป็นขนมไทยร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมจากรสชาติหวานมันและความสวยงามของการขึ้นรูป

วัตถุดิบ

ชั้นวุ้นใส

  • ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ

  • น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร

  • น้ำตาลทราย 120 กรัม

ชั้นกะทิ

  • ผงวุ้น 1 ช้อนชา

  • กะทิ 500 มิลลิลิตร

  • น้ำตาลทราย 80 กรัม

  • เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

ชั้นวุ้นใส

  1. แช่ผงวุ้นในน้ำ 10 นาที

  2. ตั้งไฟจนเดือด

  3. เติมน้ำตาล คนจนละลาย

  4. เทลงพิมพ์ครึ่งหนึ่ง

ชั้นกะทิ

  1. ผสมกะทิ ผงวุ้น น้ำตาล และเกลือ

  2. ตั้งไฟอ่อนจนเดือด

  3. เททับชั้นวุ้นใส

เคล็ดลับ

  • อย่าใช้ไฟแรงกับกะทิ

  • เทชั้นกะทิเมื่อวุ้นชั้นแรกเริ่มเซตตัว

เคล็ดลับชาววัง

  • ใช้น้ำลอยดอกมะลิแทนน้ำเปล่า

  • เติมเนื้อมะพร้าวอ่อนเพิ่มความหอม

  • กวนวุ้นจนละลายหมดก่อนเติมกะทิ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • วุ้นแยกชั้น

  • วุ้นไม่เซตตัว

  • กะทิแตกมัน

ต้นทุนต่อสูตร

80-120 บาท
ได้ประมาณ 25-30 ถ้วย

วิธีเก็บรักษา

  • แช่เย็นได้ 5-7 วัน

  • ปิดฝาให้สนิท

คุณค่าทางโภชนาการ

  • ให้พลังงานประมาณ 90 กิโลแคลอรีต่อถ้วย

  • มีแคลเซียมจากกะทิ

  • มีใยอาหารจากวุ้น



🌴 ตะโก้




ความน่าสนใจ

ตะโก้เป็นขนมไทยที่ผสมผสานรสหวานและเค็มได้อย่างลงตัว นิยมใส่กระทงใบเตยหรือใบตอง

ทักษะที่ได้เรียนรู้

  • การกวนแป้ง

  • การทำหน้ากะทิ

  • การหยอดขนมเป็นชั้น

ระดับความยาก

⭐⭐☆☆☆

ประวัติ

ตะโก้เป็นขนมไทยโบราณที่มีเอกลักษณ์คือหน้ากะทิรสเค็มตัดกับตัวขนมรสหวาน นิยมใส่กระทงใบเตย

วัตถุดิบ

ตัวตะโก้

  • เผือกหั่นเต๋า 200 กรัม

  • แป้งข้าวเจ้า 50 กรัม

  • แป้งมัน 30 กรัม

  • น้ำตาลทราย 150 กรัม

  • น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร

หน้ากะทิ

  • กะทิ 500 มิลลิลิตร

  • แป้งข้าวเจ้า 30 กรัม

  • เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำ

ตัวขนม

  1. ต้มเผือกจนสุก

  2. ผสมแป้ง น้ำตาล และน้ำ

  3. ตั้งไฟกวนจนข้น

  4. ใส่เผือก

  5. ตักใส่กระทงใบเตย

หน้ากะทิ

  1. ผสมกะทิ แป้ง และเกลือ

  2. กวนจนข้น

  3. หยอดบนตัวตะโก้

เคล็ดลับ

  • ใช้กะทิสดจะหอมกว่า

  • หน้ากะทิต้องไม่เหลวจนเกินไป

  • หยอดหน้ากะทิขณะยังอุ่น

เคล็ดลับชาววัง

  • ใช้กระทงใบเตยสด

  • หน้ากะทิต้องขาวเนียน

  • ตัวตะโก้ต้องข้นกำลังดี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • หน้ากะทิแยกชั้น

  • ตัวขนมเหลว

  • กระทงรั่ว

ต้นทุนต่อสูตร

100-150 บาท
ได้ประมาณ 40 กระทง

วิธีเก็บรักษา

  • ตู้เย็น 2-3 วัน

  • ไม่ควรวางกลางแดด

คุณค่าทางโภชนาการ

  • พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรีต่อชิ้น

  • มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันจากกะทิ



🌿 สูตรระดับกลาง

เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานการทำขนมไทยแล้ว ต้องอาศัยความแม่นยำในการควบคุมส่วนผสมและเทคนิคเฉพาะมากขึ้น

🧵 ฝอยทอง




ความน่าสนใจ

ขนมไทยโบราณที่มีเส้นสีทองสวยงาม ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกส และเป็นหนึ่งในขนมมงคลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

ทักษะที่ได้เรียนรู้

  • การแยกไข่แดง

  • การกรองไข่

  • การโรยเส้นฝอยทองให้ต่อเนื่อง

ระดับความยาก

⭐⭐⭐☆☆

วัตถุดิบ

ส่วนผสมฝอยทอง

  • ไข่เป็ด 20 ฟอง

  • ไข่ไก่ 5 ฟอง

  • น้ำลอยดอกมะลิ 1/2 ถ้วย

น้ำเชื่อม

  • น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม

  • น้ำเปล่า 750 มิลลิลิตร

วิธีทำ

เตรียมไข่

  1. แยกไข่แดงออกจากไข่ขาว

  2. ตีไข่แดงให้เข้ากัน

  3. กรองผ่านผ้าขาวบาง 2 รอบ

  4. ผสมน้ำลอยดอกมะลิ

ทำน้ำเชื่อม

  1. ต้มน้ำกับน้ำตาลจนเดือด

  2. เคี่ยวให้น้ำเชื่อมข้นปานกลาง

ทำฝอยทอง

  1. เทไข่ใส่กรวยฝอยทอง

  2. โรยไข่เป็นเส้นยาวลงในน้ำเชื่อมเดือด

  3. รอประมาณ 1 นาที

  4. ใช้ไม้ปลายแหลมรวบเส้น

  5. พับเป็นแพสวยงาม

เคล็ดลับชาววัง

  • ใช้ไข่เป็ดสดใหม่

  • กรองไข่หลายครั้ง

  • น้ำเชื่อมต้องเดือดสม่ำเสมอ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เส้นขาด

  • เส้นไม่ต่อเนื่อง

  • สีไม่เหลืองทอง

ต้นทุนต่อสูตร

250-350 บาท
ได้ประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม

วิธีเก็บรักษา

  • ตู้เย็น 5-7 วัน

  • เก็บในภาชนะปิดสนิท

คุณค่าทางโภชนาการ

  • พลังงานประมาณ 140 กิโลแคลอรีต่อ 30 กรัม

  • โปรตีนจากไข่

  • น้ำตาลสูง



🥇 ทองหยอด




ความน่าสนใจ

ขนมสีทองอร่ามที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ ต้องอาศัยความชำนาญในการหยอดและควบคุมน้ำเชื่อม

ทักษะที่ได้เรียนรู้

  • การตีไข่

  • การควบคุมความข้นของแป้ง

  • การเชื่อมขนม

ระดับความยาก

⭐⭐⭐☆☆

วัตถุดิบ

ส่วนผสมทองหยอด

  • ไข่เป็ด 15 ฟอง

  • แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำเชื่อม

  • น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม

  • น้ำเปล่า 800 มิลลิลิตร

วิธีทำ

เตรียมส่วนผสม

  1. แยกไข่แดง

  2. ตีจนขึ้นฟู

  3. เติมแป้งข้าวเจ้า

  4. คนให้เข้ากัน

ทำน้ำเชื่อม

  1. ต้มน้ำตาลกับน้ำ

  2. เคี่ยวจนเดือดสม่ำเสมอ

หยอดทองหยอด

  1. ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบไข่

  2. หยอดลงในน้ำเชื่อมทีละเม็ด

  3. ต้มจนสุกพอง

  4. ตักขึ้นแช่น้ำเชื่อมใส

เคล็ดลับชาววัง

  • ตีไข่จนฟู

  • หยอดให้มีขนาดเท่ากัน

  • ใช้น้ำเชื่อมสองหม้อ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เม็ดแตก

  • รูปร่างไม่กลม

  • เนื้อแข็ง

ต้นทุนต่อสูตร

220-320 บาท

วิธีเก็บรักษา

  • ตู้เย็น 5 วัน

  • แช่ในน้ำเชื่อมบางส่วน

คุณค่าทางโภชนาการ

  • พลังงานประมาณ 100 กิโลแคลอรีต่อเม็ด

  • โปรตีนจากไข่แดง



🌰 เม็ดขนุน




ความน่าสนใจ

ขนมมงคลที่ต้องปั้นถั่วกวนให้มีรูปทรงสวยงาม ก่อนชุบไข่และต้มในน้ำเชื่อม

ทักษะที่ได้เรียนรู้

  • การกวนถั่ว

  • การขึ้นรูปขนม

  • การชุบไข่ให้สวยงาม

ระดับความยาก

⭐⭐⭐⭐☆

วัตถุดิบ

ส่วนไส้

  • ถั่วเขียวเราะเปลือก 500 กรัม

  • กะทิ 250 มิลลิลิตร

  • น้ำตาลทราย 250 กรัม

ส่วนชุบ

  • ไข่เป็ด 10 ฟอง

น้ำเชื่อม

  • น้ำตาลทราย 800 กรัม

  • น้ำเปล่า 600 มิลลิลิตร

วิธีทำ

ทำไส้ถั่ว

  1. นึ่งถั่วเขียวจนสุก

  2. บดละเอียด

  3. กวนกับกะทิและน้ำตาล

  4. กวนจนแห้งร่อนจากกระทะ

ปั้นเม็ดขนุน

  1. ปั้นเป็นรูปเมล็ดขนุน

  2. พักให้เย็น

ชุบไข่

  1. ตีไข่แดงให้เข้ากัน

  2. ชุบเม็ดขนุนให้ทั่ว

  3. หยอดลงน้ำเชื่อมเดือด

  4. ต้มจนสุกสีเหลืองทอง

เคล็ดลับชาววัง

  • ถั่วกวนต้องเนียนละเอียด

  • ปั้นขนาดเท่ากัน

  • ชุบไข่บาง ๆ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ถั่วแตก

  • ไข่หนาเกินไป

  • รูปทรงไม่สวย

ต้นทุนต่อสูตร

180-250 บาท

วิธีเก็บรักษา

  • ตู้เย็น 4-5 วัน

คุณค่าทางโภชนาการ

  • โปรตีนจากถั่วเขียว

  • พลังงานประมาณ 90 กิโลแคลอรีต่อชิ้น



👑 สูตรระดับมืออาชีพ

เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำขนมไทย ต้องใช้ความประณีต ความอดทน และทักษะระดับสูง

👑 จ่ามงกุฎ



ความน่าสนใจ

หนึ่งในขนมไทยชาววังที่ขึ้นชื่อว่าทำยากที่สุด มีลักษณะคล้ายมงกุฎ สื่อถึงเกียรติยศและความสำเร็จ

ทักษะที่ได้เรียนรู้

  • การปั้นรูปทรงละเอียด

  • การตกแต่งลวดลาย

  • การควบคุมเนื้อขนม

ระดับความยาก

⭐⭐⭐⭐⭐

วัตถุดิบ

ตัวขนม

  • แป้งสาลี 200 กรัม

  • น้ำตาลทราย 300 กรัม

  • กะทิ 250 มิลลิลิตร

ตกแต่ง

  • เมล็ดแตงโมอบ

  • ทองคำเปลวสำหรับอาหาร

วิธีทำ

  1. กวนแป้ง กะทิ และน้ำตาลด้วยไฟอ่อน

  2. กวนจนข้นและปั้นได้

  3. ปั้นเป็นทรงกลม

  4. ติดเมล็ดแตงโมเป็นยอดมงกุฎ

  5. ตกแต่งด้วยทองคำเปลว

เคล็ดลับ

  • ต้องกวนจนเนื้อเนียนละเอียด

  • รูปทรงต้องสมมาตรทุกด้าน

เคล็ดลับชาววัง

  • ต้องใช้ความละเอียดในการขึ้นรูป

  • เมล็ดแตงโมต้องเรียงสมมาตร

  • นิยมประดับทองคำเปลว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ยอดมงกุฎเอียง

  • เนื้อขนมแตก

  • รูปทรงไม่สมดุล

ต้นทุนต่อสูตร

350-500 บาท

วิธีเก็บรักษา

  • อุณหภูมิห้อง 2 วัน

  • ตู้เย็น 5 วัน

คุณค่าทางโภชนาการ

  • พลังงานประมาณ 110 กิโลแคลอรีต่อชิ้น



🌸 ดอกลำเจียก




ความน่าสนใจ

ขนมไทยโบราณหาชมได้ยาก มีลักษณะคล้ายดอกไม้บาน ต้องอาศัยฝีมือในการขึ้นรูปและทอดให้สวยงาม

ทักษะที่ได้เรียนรู้

  • การรีดแป้ง

  • การพับกลีบดอก

  • การทอดให้คงรูป

ระดับความยาก

⭐⭐⭐⭐⭐

วัตถุดิบ

  • แป้งข้าวเจ้า 250 กรัม

  • แป้งมัน 50 กรัม

  • กะทิ 300 มิลลิลิตร

  • น้ำตาลปี๊บ 200 กรัม

  • น้ำมันสำหรับทอด

วิธีทำ

  1. ผสมแป้งทั้งหมด

  2. เติมกะทิและน้ำตาล

  3. นวดจนเนียน

  4. รีดแป้งบาง

  5. ตัดและพับเป็นรูปกลีบดอกลำเจียก

  6. ทอดในน้ำมันร้อน

  7. พักให้สะเด็ดน้ำมัน

เคล็ดลับ

  • รีดแป้งให้บางสม่ำเสมอ

  • ใช้ไฟกลางเพื่อให้สีเหลืองทองสวย

เคล็ดลับชาววัง

  • รีดแป้งบางเท่ากันทุกชิ้น

  • พับกลีบให้คมชัด

  • ทอดด้วยไฟกลาง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • กลีบดอกคลายตัว

  • สีเข้มเกินไป

  • ไม่กรอบ

ต้นทุนต่อสูตร

150-250 บาท

วิธีเก็บรักษา

  • เก็บในภาชนะปิดสนิท

  • อยู่ได้ 7-10 วัน

คุณค่าทางโภชนาการ

  • พลังงานประมาณ 85 กิโลแคลอรีต่อชิ้น



🌕 บุหลันดั้นเมฆ




ความน่าสนใจ

ขนมไทยชาววังที่มีความงดงามโดดเด่น สีฟ้าจากดอกอัญชันและไข่แดงตรงกลางเปรียบเสมือนพระจันทร์ท่ามกลางท้องฟ้า

ทักษะที่ได้เรียนรู้

  • การนึ่งหลายขั้นตอน

  • การใช้สีธรรมชาติ

  • การจัดรูปทรงขนมอย่างประณีต

ระดับความยาก

⭐⭐⭐⭐⭐

วัตถุดิบ

ตัวขนม

  • แป้งข้าวเจ้า 200 กรัม

  • น้ำอัญชัน 250 มิลลิลิตร

  • กะทิ 200 มิลลิลิตร

  • น้ำตาลทราย 180 กรัม

หน้าขนม

  • ไข่แดงเป็ด 8 ฟอง

  • น้ำตาลทราย 100 กรัม

วิธีทำ

ตัวขนม

  1. ผสมแป้งกับน้ำอัญชัน

  2. เติมกะทิและน้ำตาล

  3. คนจนเข้ากัน

  4. หยอดลงพิมพ์บุหลัน

หน้าขนม

  1. ตีไข่แดงกับน้ำตาล

  2. หยอดลงตรงกลางหลุมขนม

นึ่ง

  1. นึ่งประมาณ 15-20 นาที

  2. พักให้เย็นก่อนแกะออกจากพิมพ์

เคล็ดลับ

  • ใช้น้ำอัญชันเข้มข้นจะได้สีฟ้าสวย

  • ไข่แดงต้องอยู่กึ่งกลางพอดี

  • ใช้ไฟกลางตลอดการนึ่ง

เคล็ดลับชาววัง

  • ใช้ดอกอัญชันสดคั้นสี

  • ไข่แดงต้องอยู่กลางหลุมพอดี

  • นึ่งด้วยไฟกลางสม่ำเสมอ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • สีไม่สวย

  • ไข่แดงแตก

  • ขนมยุบตัว

ต้นทุนต่อสูตร

250-400 บาท

วิธีเก็บรักษา

  • ตู้เย็น 3-4 วัน

คุณค่าทางโภชนาการ

  • พลังงานประมาณ 95 กิโลแคลอรีต่อชิ้น

  • มีสารแอนโทไซยานินจากดอกอัญชัน



สรุป

การเรียนรู้การทำขนมไทยควรเริ่มจากสูตรง่าย ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจในวัตถุดิบและเทคนิคพื้นฐาน เมื่อมีความชำนาญมากขึ้นจึงค่อยพัฒนาไปสู่ขนมไทยโบราณและขนมชาววังที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนมากขึ้น การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้สามารถสืบสานภูมิปัญญาขนมไทยอันทรงคุณค่านี้ได้อย่างสมบูรณ์


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น